เที่ยวเพลิน ๆ ทั่วไทย 12 เดือน 12 สถานที่ สัมผัสบรรยากาศดี ๆ

รอบด้านที่รับรองว่ามันจะกระตุกต่อมท่องเที่ยวของคุณแน่นอน

ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด1. มกราคม : พิชิตเขาช้างเผือก

เริ่มกันที่เดือนมกราคม เดือนแรกของปีที่เชื่อเลยว่าใคร ๆ ก็อยากเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการออกไปแตะขอบฟ้าหาที่เที่ยวพักผ่อนหลังจากต้องทำงานหนักมาตลอดทั้งปี และใครที่กำลังมองหาที่เที่ยววัดใจและวัดพละกำลังก็มาพิสูจน์กันได้ที่ “เขาช้างเผือก” ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กับเส้นทางที่ใครหลายคนต่างพากันยกนิ้วให้ในความโหด มัน ฮา ของสันคมมีดบริเวณทางเดินที่ต้องใช้ความกล้ามากทีเดียว และแม้จะเหนื่อยกับการเดินทางแค่ไหน แต่ที่สุดแล้วคุณจะรู้ว่ามันคุ้มค่าจริง ๆ ที่สำคัญยังติดอกติดใจในความสวยงามของธรรมชาติอันสมบูรณ์ของผืนป่าจนอยากกลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนใครที่สนใจก็ต้องเช็กข้อมูลกันให้ดี เพราะเขาช้างเผือกจะมีระยะเวลาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพิชิตและมีช่วงปิดฤดูกาลเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติด้วย (สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี)

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 2. กุมภาพันธ์ : ชมทะเลบัวแดง

มาถึงเดือนแห่งความรักกันบ้าง มาทำให้โลกนี้เป็นสีชมพูด้วยที่เที่ยวหวาน ๆ อย่าง “ทะเลบัวแดง” ที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีกันดีกว่า มาเบิ่งบัวแดงสีชมพูบานสะพรั่งในทะเลสาบน้ำจืดพื้นที่กว่าหมื่นไร่ ที่สำคัญยังเบ่งบานเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น ด้วยความพิเศษเช่นนี้เองทำให้ CNN ยกให้ทะเลสาบหนองหาน ติดอันดับทะเลสาบแปลกที่สุดในโลกอีกด้วย นอกจากนี้มันยังทำหน้าที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแสนโรแมนติกต้อนรับเดือนแห่งความรักได้เป็นอย่างดี ไม่เชื่อก็ลองมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์แบบไทย ๆ ที่ทะเลบัวแดงหนองหานแห่งนี้สิ แล้วจะรู้ว่าบรรยากาศดีไม่ต้องไปไกลถึงเมืองนอกเมืองนาเลย (สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ทะเลบัวแดง)

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 3. มีนาคม : ลั้ลลาทะเลแหวกกระบี่

ชมปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากอิทธิพลของน้ำขึ้นและลงทำให้สันทรายของเกาะทั้ง 3 คือ เกาะทับ เกาะหม้อ และ เกาะไก่ปรากฏขึ้นกลายเป็นหาดทรายขาว เชื่อมกันทั้ง 3 เกาะอย่างน่าอัศจรรย์โดยจะเกิดเฉพาะในวันก่อนและหลังวันขึ้น 15 ค่ำ ราว 5 วัน ทำให้สามารถเดินเล่น ไป-มา ได้ระหว่างเกาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวคือช่วงเดือน ธันวาคม ถึง ต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปีด้วยหาดทรายที่ขาวสะอาด ทอดยาว ความสวยงามของทั้งสามเกาะนี้ จึงทำให้ ทะเลแหวกกลายเป็น Unseen in Thailand อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย เกาะไก่ “ หรือ เกาะปอดะนอก เกาะหินปูนกลางทะเลที่ถูกอิทธิพลของลมและฝน กัดกร่อนเป็นเขารูปร่างคล้ายหัวไก่หรือตามมุมมองจินตนาการของผู้พบเห็น บางคนก็ว่าคล้าย รองเท้าบู๊ท และ เรือสำเภาที่นี่ท่านสามารถลงเล่นน้ำชมปะการังน้ำตื้น บริเวณด้านทิศตะวันตกได้ด้วยท่องเที่ยวต่อสู่ ” เกาะทับ ” จุดดำน้ำที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกมีแนวปะการังที่สวยงามและเป็นที่อยู่อาศัย ของปลาทะเลมากมาย ล่องเรือต่อไปชมเกาะหม้อ เกาะนี้เป็นโขดหินไม่มีชายหาดให้ขึ้นไปบนเกาะ สวยงามด้วยน้ำทะเลใสสะอาดแต่หากน้ำลดจะเกิดเป็นสันทรายเชื่อมต่อกันสามารถเดินถึงกันได้กับเกาะอื่นๆอีก 3 เกาะหรืออีกชื่อที่เรารู้จักกันดีคือ ทะเลแหวก 

” เกาะปอดะ ” ท่ามกลางบรรยากาศใต้ทิวสน ผ่อนคลายด้วยเสียงคลื่นและสายลม ท่องเที่ยวพักผ่อนตามอัธยาศัยเดินเล่นชมความงามของ เกาะปอดะ เกาะสวยที่ยังคงความงดงาม ถือเป็นไฮไลท์ของการเที่ยวทะเลกระบี่ เกาะปอดะ ตั้งอยู่ในทะเลหน้าอ่างนางมีชายหาดเป็นแนวยาวเหมาะแก่การเล่นน้ำ ชมวิว และพักผ่อนแบบ สบาย สบายเสน่ห์ของเกาะปอดะครับ หาดทราย ยาว ขาวด้านหน้าเกาะปอดะดะจะมีเกาะอยู่ลูกหนึ่งมองดูดีดีมีลักษณะคล้ายรูปเรือใบครับอยู่ไม่ไกลจากหาดอ่าวนางนั่งเรือประมาณ 25 นาทีถึงครับ

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 4. เมษายน : สัมผัสทะเลใส ๆ ณ เกาะตาชัย

เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ใครหลายคนตั้งตารอคอย เพราะเป็นเดือนที่มีเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งนอกจากจะได้สาดน้ำคลายร้อนกันแล้ว ยังมีวันหยุดยาวให้เรามองหาที่เที่ยวต่างจังหวัดสำหรับพักผ่อนได้ด้วย และหนึ่งในสถานที่น่าสนใจในเดือนเมษายน ก็คือ เกาะตาชัย ซึ่งถือเป็นเดือนส่งท้ายก่อนอุทยานแห่งชาติจะประกาศปิดเกาะไปอีก 6 เดือน เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ นับเป็นโค้งสุดท้ายของการเยี่ยมชมเกาะแห่งนี้ จุดเด่นของเกาะตาชัยอยู่ที่หาดทรายสีขาวนุ่มเท้าและน้ำทะเลสีฟ้าใส เหมาะแก่การดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกสำหรับชมปะการังมากทีเดียว และหากว่าคุณโชคดีก็อาจจะได้เห็นสัตว์น้อยแปดขาอย่าง “ปูไก่” ซึ่งถือเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์เต็มที และหากคุณบังเอิญไปพบปะกับมันก็ทักทายกันได้แต่ห้ามถูกเนื้อต้องตัวเด็ดขาดเพราะถือว่าผิดกฎของอุทยานฯ แถมต้องเสียค่าปรับไม่ใช่น้อยเลย ดังนั้นหากไปเที่ยวก็อย่าแค่กอบโกยความสุขใส่ตัวเองเท่านั้นนะคะ ในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติบนเกาะด้วย

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 5. พฤษภาคม : ชุ่มฉ่ำที่น้ำตกเอราวัณ

ถือเป็นเดือนส่งท้ายปลายฤดูร้อนเพื่อเข้าหน้าฝนเต็มตัว ในเดือนนี้เองเราขอแนะนำให้มาสนุกชุ่มฉ่ำกันที่น้ำตกเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อำเภอศรีสวัสดิ์ นอกจากจะเย็นฉ่ำไปกับน้ำตกแล้ว พื้นที่โดยรอบยังมีความงามร่มรื่นและเต็มไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ โดยน้ำตกแห่งนี้จะมีทั้งหมด 7 ชั้นด้วยกัน แต่ละชั้นยังมีชื่อคล้องจองกันเพื่อบอกลักษณะของแต่ละชั้นได้อย่างชัดเจน เช่น ชั้นที่ 2 “วังมัจฉา” ที่ซึ่งคุณสามารถแหวกว่ายไปกับน้ำใส ๆ พร้อมฝูงปลาจำนวนมาก หรือจะเป็นชั้นที่ 6 “ดงพฤกษา” ซึ่งชั้นนี้ถูกล้อมรอบด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ที่ให้ความร่มรื่นมากทีเดียว

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 6. มิถุนายน : ชมทุ่งดอกกระเจียว ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม

เข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝนกันแล้วสำหรับเดือนมิถุนายน แม้จะเป็นช่วงที่หลายคนหงุดหงิดใจกับการเปียกปอน ไหนจะรถติด หรือตากผ้าไม่แห้ง ไม่ว่าปัญหาเหล่านั้นจะทำให้คุณเบื่อหน้าฝนแค่ไหน แต่หากคุณได้มายลโฉมความสวยงามของธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จังหวัดชัยภูมิ แล้วละก็ คุณจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยฤดูฝนในทุกปีเลยล่ะ นอกจากกลิ่นอายของสายฝนที่ทำให้เราสดชื่นแล้วมันยังทำให้ผืนป่าแห่งนี้เขียวขจี อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ดอกกระเจียวกำลังส่องประกายสีชมพูไปทั่วทุ่ง แถมอากาศก็เย็นสบายซึ่งเหมาะแก่การมาเที่ยวค้างคืน และนอกจากทุ่งดอกกระเจียวแล้วยังมีสถานที่อื่น ๆ เช่น ผาก่อ-รัก, ลานหินงาม, เขาพนมโดม, น้ำตกเทพพนา หรือจะเป็นจุดชมวิวสุดแผ่นดิน ที่ทำให้คุณตื่นตาตื่นใจไปกับวิวสวย ๆ ของอุทยานฯ อีกทั้งยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกาในจังหวัดลพบุรีอีกด้วย

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 7. กรกฎาคม : ไปเยือนภูทับเบิก

ช่วงเดือนกรกฎาคมถือเป็นช่วงหน้าฝนอย่างเต็มตัว เรียกว่าฤดูนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องวางแผนล่วงหน้า รวมทั้งทริปท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน และแม้ว่าฝนฟ้าจะไม่เป็นใจแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทางของคนที่ชีพจรลงเท้าอย่างเรา เรียกว่าลุยเป็นลุย เลอะเป็นเลอะ และที่เที่ยวเดือนกรกฎาคมที่น่าสนใจ ได้แก่ “ภูทับเบิก” ดินแดนทุ่งกะหล่ำปลีสีเขียวขจีสุดกว้างใหญ่ที่ทำให้คุณสดชื่นสุด ๆ ไปกับอากาศบริสุทธิ์ และใครที่ตื่นแต่เช้าก็อาจจะได้เห็นทะเลหมอกบาง ๆ แม้จะไม่หนาแน่นเหมือนฤดูหนาวแต่ก็ทำให้คุณอิ่มเอมใจได้ไม่ยาก

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 8. สิงหาคม : สัมผัสความงาม ณ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

ใครที่อยากมาเยี่ยมชมความงดงามของป่าสน ทุ่งดอกหงอนนาค และพื้นที่ป่าสนสามใบ แนะนำให้เดินทางมาที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์ ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เนื่องจากจะพบเห็นทะเลหมอกและดอกไม้ต่าง ๆ รวมทั้งทิวสนสามใบเต็มลานบนยอดภู ระหว่างทางเดินขึ้นมีทั้งทางราบและทางชัน แม้การเดินทางจะไม่ราบรื่นนักแต่ระหว่างทางก็มีน้ำตกสวย ๆ พอให้คุณคลายร้อนได้บ้าง และในช่วงฤดูฝนนี้น้ำตกจะไหลแรงและมีน้ำไหลตลอด ละอองน้ำบาง ๆ ก็ทำให้คุณสดชื่นได้เช่นกัน นอกจากนี้สภาพป่ายังมีความชุ่มชื้นมากซึ่งช่วยสร้างความงามให้กับสถานที่แห่งนี้มากขึ้นไปอีก และแน่นอนว่าคุณจะเต็มอิ่มกับทริปนี้แบบไม่รู้ลืมเลยล่ะ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ 53110 โทรศัพท์ 0 5543 6001-2)

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 9. กันยายน : ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่วังน้ำเขียว

วังน้ำเขียวหรือสวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน สถานที่พักตากอากาศที่สามารถไปเที่ยวได้ทุกฤดูกาล และสำหรับในเดือนกันยายนเป็นช่วงที่ฝนพรำก็ส่งผลให้วังน้ำเขียวเต็มไปด้วยความชอุ่มชุ่มน้ำ ซึ่งแน่นอนว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายได้ไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นสถานที่เหมาะแก่การพักผ่อนแบบเงียบ ๆ หรือใครที่อยากมาพักหาไอเดียดี ๆ ในการสร้างสรรค์งาน เชื่อเลยว่าบรรยากาศดี ๆ เช่นนี้จะทำให้สมองโลดแล่นและมีไอเดียใหม่ ๆ ผุดออกมาแน่นอนค่ะ

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 10. ตุลาคม : เขื่อนเชี่ยวหลาน-เขาสก

เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ในช่วงนี้อากาศกำลังดีนักท่องเที่ยวจึงมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแบบใกล้ชิดธรรมชาติ ดังนั้นการไปเยือน “เขื่อนรัชชประภา” หรือ “เขื่อนเชี่ยวหลาน” ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในเดือนนี้ สำหรับเขื่อนรัชชประภาอยู่ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี 90 กิโลเมตร บริเวณเขื่อนและอ่างเก็บน้ำร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และสวนสวยงาม อีกทั้งเขาหินปูนที่อยู่ในเขื่อนก็มีรูปร่างแปลกตาและสวยงามตามธรรมชาติ ท่ามกลางผืนน้ำสีเขียวที่ดูอบอุ่นเย็นสบายก็เหมาะจะมาเที่ยวพักผ่อน แถมในบริเวณเขื่อนยังมีที่พักของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาสกไว้บริการนักท่องเที่ยวในรูปแบบของบ้านพักและแพลอยน้ำ นอกจากนี้ยังมีเรือหางยาวไว้บริการสำหรับเดินทางไปชมความสวยงามของธรรมชาติรอบด้าน รวมทั้งไฮไลท์สำคัญ คือ ถ้ำน้ำทะลุ ซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่มีธารน้ำไหล มีหินงอกหินย้อยที่งดงาม แต่การเดินเที่ยวถ้ำค่อนข้างลำบากจึงจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางเพื่อความปลอดภัยค่ะ

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 11. พฤศจิกายน : ท้องทะเลตราดและเทศกาลชมโลมาอิรวดี จังหวัดตราด

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษายนของทุกปี จะมีการจัดเทศกาลชมาโลมาอิรวดีขึ้นบริเวณหน้าอ่าวแหลมกลัด นักท่องเที่ยวจะได้ตื่นตาตื่นใจกับโลมาอิรวดี โลมาหัวขวด โลมาหลังโหนก และโลมาหัวบาตรหลังเรียบ ถือเป็นภาพที่หาดูได้ยาก นอกจากนี้ความงดงามของท้องทะเลตราดยังควรค่าแก่การไปเยี่ยมเยือนสักครั้ง ลองจินตนาการภาพความงดงามของท้องฟ้าสีครามบวกกับน้ำทะเลสีฟ้าใส อะไรที่จะทำให้คุณเพลินตาเพลินใจได้เท่านี้ ที่สำคัญเที่ยวทะเลหน้าหนาวก็สนุกได้ไม่แพ้หน้าร้อนชัวร์ (สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานตราด โทรศัพท์ 039-597259-60)

 ท่องเที่ยวไทยใน 1 ปี กับ 12 สถานที่ห้ามพลาด 12. ธันวาคม : ท่องเมืองเชียงใหม่

เดือนส่งท้ายปีที่มาพร้อมกับบรรยากาศชวนคึกคัก เพราะหลายคนคงตั้งตารอให้ถึงสิ้นปีเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้มีวันหยุดยาวสำหรับเดินทางท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ต้องรอถึงปีหน้าฟ้าใหม่หรอกนะจ๊ะ เพราะช่วงเดือนธันวาคมถือเป็นช่วงฤดูหนาวซึ่งเหมาะแก่การขึ้นดอยไปเที่ยวชมความงามของขุนเขา สายหมอก และดอกไม้ที่เบ่งบานในฤดูกาลนี้ ซึ่งสถานที่สุดฮอตสำหรับหน้าหนาวก็คงหนีไม่พ้นจังหวัดเชียงใหม่ เพราะเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องดอยสวย ๆ มากมาย อีกทั้งสถานทีเกษตรหลวงแต่ละแห่งก็น่าสนใจที่จะเที่ยวพร้อม ๆ กับศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแนวคิดดี ๆ ในการทำการเกษตรไม่ว่าจะเป็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง, สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ หรือจะไปชมความสวยงามของนาขั้นบันไดที่แม่แจ่ม รวมทั้งดอกนางพญาเสือโคร่งที่ได้เวลาเปล่งประกายสีชมพูอีกครั้งในช่วงปลายเดือนธันวาคม